FOOD REVIEWS
เปิดประสบการณ์ Chef’s Table อาหารไทยชาววังที่พระยาพาลาซโซ
1,617 VIEWS
PIN
คฤหาสน์เก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา อดีตเรือนหออายุกว่า 100 ปี ที่ยังอบอวลด้วยความรัก

พาทุกคนนั่งเรือข้ามฝั่งเจ้าพระยา มาลิ้มรสพร้อมเรื่องราววันวานที่ร้อยเรียงผ่าน Chef’s Table อาหารไทยสำรับชาววัง ที่ Praya Palazzo เพียงก้าวเท้าเข้าประตูเบื้องหน้าอาคารโอ่อ่าสีเหลืองตั้งตระหง่าน ตัวอาคารโอบล้อมด้วยแมกไม้ใหญ่ร่มรื่นสบายตา และให้ความเงียบสงบเป็นส่วนตัว

พระยาพาลาซโซ อาคารสถาปัตยกรรมสไตล์ Andrea Palladio ที่ผสมผสานศิลปะอิตาเลียน ไทยและจีนไว้ด้วยกันแห่งนี้ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เดิมเป็นบ้านและเรือนหอของพระยาชลภูมิพานิช และคุณหญิงส่วน ภรรยา ชื่อว่า ‘บ้านบางยี่ขัน’ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บ้านหลังนี้ถูกส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น ก่อนปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนราชการุญ รวมทั้งโรงเรียนอินทรอาชีวศึกษา พอผู้คนเริ่มสัญจรไปมาทางถนน สถานที่แห่งนี้ก็ปิดตัวลงและปล่อยทิ้งร้าง กระทั่งผศ.วิชัย พิทักษณ์วรรัตน์  ในฐานะสถาปนิก เมื่อได้มาพบเห็นแล้วไม่อยากให้ความงามเหล่านี้ต้องเลือนหายไป จึงบูรณะใหม่และตั้งชื่อใหม่ว่า พระยาพาลาซโซ (Praya Palazzo) แปลว่า คฤหาสน์แห่งพระยาชลภูมิพานิช ซึ่งภายในตัวอาคารยังคงบรรยากาศอบอวลด้วยรัก และทุกมุมยังคงความรู้สึกอบอุ่นของวันวานเอาไว้ 

นอกจากจะให้บริการห้องพัก สำหรับคนที่ชอบบรรยากาศเงียบสงบเป็นส่วนตัวริมแม่น้ำเจ้าพระยา Praya Palazzo ยังมีห้องอาหาร Praya Dining ที่ให้บริการอาหารไทยตำรับเก่าอย่างที่เราได้มาเปิดประสบการณ์อาหารไทยชาววังกันนี้

ต้อนรับเข้าวังกันด้วยจานเรียกน้ำย่อยอย่าง ปลาแห้งแตงโม กับ ม้าฮ่อ อาหารว่างไทยพอดีคำ ประณีตตั้งแต่หน้าตาอาหาร ไปจนรสชาติกลมกล่อมในคำเล็กๆ ที่เปิดต่อมน้ำลายเราให้อยากชิมอาหารจานต่อไป ตามด้วยกุ้งสร่ง กุ้งตัวใหญ่พันด้วยเส้นหมี่ทอดร้อนๆ เนื้อกุ้งหนึบเด้งสู้ฟันเข้ากันดีกับน้ำจิ้มบ๊วยเปรี้ยวอมหวาน ต่อด้วยล่าเตียงไส้หมู และกระทงทองหมี่กรอบ ตัวหมี่กรอบรสชาติไม่จัดจ้าน กลมกล่อมและหอมส้มซ่า ตามตำรับหมี่กรอบโบราณที่ขาดส้มซ่าไม่ได้

ปลาแห้งแตงโม กับ ม้าฮ่อ
กุ้งสร่ง กระทงทองหมี่กรอบ และล่าเตียงไส้หมู
ยำทวาย

ถัดจาก Appetizer จะเสิร์ฟมาเป็นสำรับพร้อมข้าวสวยตามธรรมเนียมการกินอย่างไทยเรา คือกินอาหารครบรสเป็นสำรับ เริ่มจาก ยำทวาย ยำไทยโบราณหากินยาก ที่มีผักลวกหั่นชิ้นเล็ก 7 ชนิด กับไก่ฉีกฝอย ให้ได้คลุกเคล้าส่วนผสมถ้วนทั่วทั้งจาน ราดน้ำยำกะทิที่ให้กลิ่นรสคล้ายน้ำจิ้มสะเต๊ะ แต่มีรสอมเปรี้ยวอมหวาน เผ็ดอ่อนๆ มันกะทิโดดเด่นกว่า

ถ้วยต่อมา แกงรัญจวน อีกชนิดแกงไทยหากินยาก ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าเป็นรัญจวนหมูหรือเนื้อ น้ำแกงซดร้อนๆ รสเปรี้ยว เค็มกลมกล่อมหอมเครื่องเทศสมุนไพรอย่างตะไคร้ ทำให้รู้สึกสดชื่นเหมือนได้ล้างปากและเจริญอาหารขึ้นมาทันที แค่ชื่อก็ไพเราะแล้ว พอได้ฟังเรื่องเล่าจากเชฟก็ชวนว้าวเข้าไปใหญ่ ใครจะคิดที่มาของแกงอร่อยชื่อเพราะนี้คือการรวมของเหลือมาปรุงใหม่ที่คิดค้นโดยหม่อมเจ้าหญิงสะบาย นิลรัตน์ หัวหน้าห้องเครื่องสมัยรัชกาลที่ 5 โดยนำเอาเนื้อวัวผัดพริกอ่อนโหระพาซึ่งเหลือจำนวนมากจากเลี้ยงข้าหลวงเรือนนอกที่มาช่วยงาน แยกเฉพาะเนื้อนำมาผัด เติมน้ำซุป และใส่น้ำพริกกะปิเหลือลงไป ปรุงรส กลิ่นหอมไปไกล ทุกคนกินติดใจกลายเป็นที่มาของความรัญจวน

แกงรัญจวน
ผัดส้มเสี้ยว

ผัดส้มเสี้ยว จานผัดหน้าตาเหมือนแกงป่าน้ำขลุกขลิก เนื้อหมูผัดกับเครื่องแกง ให้รสชาติเผ็ดอ่อนๆ เปรี้ยวนวลๆ รสเปรี้ยวได้จากใบส้มเสี้ยวที่โขลกผสมลงในเครื่องแกง เป็นรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ชิมแล้วชิมอีก อร่อยแปลกลิ้น กินคู่ข้าวสวยเพลินๆ ยกให้เป็นอีกเมนูประทับใจ เมนูนี้ได้มาจากครั้งสมเด็จพระปิตุฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวีในรัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จทางชลมารคและเรือพระที่นั่งเทียบหน้าวัดส้มเสี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ ทรงได้กลิ่นหอมอาหารเป็นเอกลักษณ์จึงรับสั่งถามถึงเครื่องปรุง พอทราบว่าเป็นใบส้มเสี้ยวก็นำกลับมาปรุงผัดส้มเสี้ยว กลายเป็นตำรับที่สืบทอดกันภายในวังบางขุนพรหม

ฉู่ฉี่กุ้ง
พล่าหมู
ผัดนพเก้า

ต่อกันที่ ฉู่ฉี่กุ้งแม่น้ำ กุ้งเนื้อแน่นกินคู่น้ำแกงฉู่ฉี่เค็มมันหวานปลายลิ้นกลอมกล่อม เป็นฉู่ฉี่ที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าอร่อย ปรุงน้ำแกงมาได้พอดี พล่าหมู รสจัดจ้าน กินคู่กับใบชะพลูอ่อนสดๆ ที่โรงแรมปลูกเอง ใครชอบเนื้อก็เลือกเป็นพล่าเนื้อก็ได้อร่อยเหมือนกัน เบรกความจัดจ้านด้วย ผัดนพเก้า ผัดผักสดกรอบ แล้วตบท้ายด้วยของหวานที่มีให้เลือก 2 ชนิดคือบัวลอยลูกตาล น้ำกะทิหวานอ่อนๆ ไม่หนักหรือเบาไป อิ่มข้าวแล้วก็ยังกินเพลินจนหมดถ้วย หรือใครจะลอง อินทนิล ขนมไทยโบราณหารับประทานยาก แต่เดิมตัวแป้งเขียวๆ ทำจากแป้งสิงคโปร์แล้วปรับเปลี่ยนเป็นแป้งสาคูมาปั้นแผ่นผสมน้ำใบเตยหอมๆ หั่นชิ้นพอดีคำกินคู่น้ำกะทิ ก่อนจบมื้ออร่อยด้วยชาร้อนหรือกาแฟอุ่นๆ สักแก้ว 

บัวลอยลูกตาล
อินทนิล

สำหรับมื้ออาหารที่เรียงร้อยเรื่องราวความเป็นไทยผ่านรสชาติ วัตถุดิบ และภูมิปัญญาการรังสรรค์ตำรับความอร่อยของบรรพบุรุษที่ทำเราอิ่มท้องและอิ่มใจนี้ ใครอยากมาลอง Chef’s Table อาหารไทยชาววังที่ห้องอาหารพระยา ไดนิ่ง จะมารับประทานเองหรือพาครอบครัวมานั่งเรือข้ามฟากพกพาความประทับใจกลับบ้านแบบไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะนอกจากอาหารอร่อย บริการประทับใจ ก็มีมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันโรคโควิด 19 เป็นอย่างดี

รายละเอียดเพิ่มเติม

  • เมนู  Chef’s table พร้อมเสิร์ฟทุกวัน ราคาท่านละ 1,100++ บาท (ราคารวมน้ำดื่ม ชาหรือกาแฟ)
  • สำรองโต๊ะล่วงหน้า (ขั้นต่ำสำหรับ 6 ท่าน ขึ้นไปเท่านั้น)
  • โรงแรมพระยา พาลาซโซ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เดินทางโดยเรือเท่านั้น โดยทางโรงแรมมีบริการเรือรับส่งไปท่าต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง และท่าเรือหลักทั้งท่าพระอาทิตย์ และท่าเรือวัดราชาธิวาส (สามารถจอดรถได้ที่ท่านี้)
  • Gift Certificate บัตรกำนัลเงินสดราคาพิเศษ 3,000 บาท สำหรับห้องพัก และห้องอาหารพระยาไดนิ่ง รวมถึงเมนู Chef's table แบบส่วนตัว พร้อมรับเครดิตเพิ่มอีก 600 บาท รวมมูลค่า 3,600 บาท 
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองโต๊ะได้ที่ reservation@prayapalazzo.com โทร. 02 883 2998

อ่านบทความเพิ่มเติม

RECOMMENDED FOOD STORIES