เปิด "ตำราอาหาร" ได้ที่นี่

 

food story

อาม้าเบเกอรี่ ขนมปังสังขยา 60 ปีคู่วัดแขก ความออริจินอลในโลกที่เปลี่ยนแปลง

Story by ศรีวิการ์ สันติสุข

ทายาทรุ่นล่าสุดของร้านขนมปังสังขยาใบเตยในตำนานข้างวัดแขก

สีลมอาจจะเป็นย่านธุรกิจสำคัญที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและกลิ่นอายของโลกสมัยใหม่ แต่ถ้าได้เดินลัดเลาะเรื่อยมาทางถนนสีลมช่วงใกล้ๆ กับวัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือ ‘วัดแขก’ คุณจะพบว่าที่นี่มีแรงดึงดูดเฉพาะตัวที่ผสมผสานระหว่างเสียงแตรรถเมล์ แรงศรัทธาจากควันกำยาน และกลิ่นหอมของ ‘ขนมปังอบใหม่ ที่ลอยออกมาจากตึกแถวคูหาเล็กๆ ของร้าน อาม้า เบเกอรี่ (Ama Bakery) ร้านขนมปังสังขยาเก่าแก่ที่อยู่คู่สีลมมากว่า 60 ปี

 

 

 

 

วันนี้ร้านขนมปังคูหาเล็กๆ นี้ก็ยังคงกลิ่นอายโบราณตั้งแต่ป้ายร้านไปจนถึงรูปภาพและการตกแต่งที่แค่เห็นก็เหมือนย้อนเวลากลับไปหลายสิบปี พร้อมภาพฝูงชนที่ทั้งยืนรุมล้อมและต่อแถวรอคิวซื้อขนมปังกันยาวแบบถ้ามาช้าก็จะอดกินเพราะขายหมดแล้ว หากท่ามกลางภาพที่เหมือนหลุดมาจากอดีตนั้น คุณก็จะได้เห็นตู้กดบัตรคิวสมัยใหม่ พร้อมสองพี่น้อง ซี-อภิญญา และ อุ๋ม-ชุติกาญจน์ เมฆคุ้มครอง ทายาทรุ่นที่ 3 เจ้าของร้านอาม้าเบเกอรี่ในปัจจุบัน ที่รับออร์เดอร์ คิดเงินอย่างขยันขันแข็งและ—เท่าที่ฉันยืนมองอยู่เกือบชั่วโมง—อย่างสนุกสนาน คนจะเยอะ คิวจะแน่น ออร์เดอร์จะชวนปวดหัว (เพราะตอนนี้ขนมปังที่ร้านแตกไลน์ต่อยอดออกมามากมายจนเต็มชั้น) พวกเธอก็ไม่แสดงความเหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อหน่าย

 

 

 

 

ความสุขนี้เกิดจากคนที่เคยเดินออกจากเตาอบในร้านเพื่อไปหาความฝันของตัวเอง ทว่าโดนโชคชะตาเรียกกลับมาในวันที่ครอบครัวต้องการ จากที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาขายขนมปังโบราณ สู่การทำความเข้าใจ ปรับตัว และเกิดเป็นความรักจนต้องประคับประคองให้รสชาติแห่งอดีตนี้ยังคงเติบโตต่อไปในโลกยุคปัจจุบัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รสชาติที่เริ่มจาก ‘อาเน่’ และ ‘อากง’

 

 

 

 

ย้อนกลับไปกว่าหลายทศวรรษ ผู้บุกเบิกคืออาเน่ (คุณย่า) และอากง (คุณปู่) ของอุ๋มกับซีที่อพยพมาสร้างตัวในไทย หลังทำงานในโรงงานผลิตขนมปังจนมีความรู้ติดตัว จึงตัดสินใจเปิดร้านของตัวเองบนถนนสีลม ในยุคเริ่มต้นนั้น ร้านเป็นห้องแถวเล็กๆ ขายเพียงขนมปังไม่มีไส้ กินคู่กับสังขยาสีส้มและไส้กรอก

 

 

 

 

ต่อมาในรุ่นที่ 2 คือคุณพ่อและคุณแม่ เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้อาม้าเบเกอรี่กลายเป็นตำนานที่คนรู้จักไปทั่วประเทศ จากการได้ชิมและพัฒนาสูตรขนมอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็น ‘สังขยาใบเตยสีเขียว’ สูตรออริจินอลที่เป็นหัวใจหลักของร้านจนถึงทุกวันนี้ พร้อมกับการขยายร้านมาอยู่ที่ตึกแถวปัจจุบัน พร้อมตั้งชื่อร้านว่า ‘อาม้า’

 

 

 

 

“สะกดด้วยไม้โทนะคะ ‘อาม้า’ ไม่ใช่ ‘อาม่า’ คนชอบเรียกผิดเขียนผิด” อุ๋มหัวเราะ “เพราะชื่อนี้มีที่มา ความหมายแรกคือการให้เกียรติหม่าม้าของพ่อ ส่วนอีกความหมายที่สำคัญมากๆ เหมือนกันคือคำว่า ‘อามะ’ ที่ชาวบ้านย่านสีลมใช้เรียกพระแม่อุมาวัดแขก ยุคโน้นอ่ะนะ การตลาดคืออะไร เขาไม่รู้จัก สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคุณพ่อคุณแม่คือความศรัทธา ท่านเชื่อว่าการทำธุรกิจอย่างซื่อสัตย์โดยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองจะนำมาซึ่งความสำเร็จ ชื่ออาม้าเลยเป็นเหมือนสัญญาว่าร้านนี้จะดูแลลูกค้าเหมือนที่ครอบครัวดูแลกัน และจะซื่อสัตย์ต่อจิตวิญญาณของชุมชนนี้ตลอดไป”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เส้นทางที่เลือกเอง… สู่โชคชะตาที่ต้องกลับมา

 

 

 

 

“อุ๋มกับพี่ซีเป็นเด็กสีลมขนานแท้ค่ะ บ้านเราคือตึกแถวเล็กๆ ในตรอกด้านในนี้แหละ ชีวิตเราเริ่มต้นที่นั่น” อุ๋มเล่าถึงชีวิตของเธอและพี่สาว “เราโตมากับภาพจำของเตาอบ เครื่องตีแป้ง และโต๊ะปั้นแป้งที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต สิ่งที่สนุกที่สุดในตอนนั้นคือได้หิ้วขนมปังไปแบ่งเพื่อนๆ ในโรงเรียนกิน หรือทำเค้กวันเกิดจากที่บ้านไปฉลองกับเพื่อน เป็นความภูมิใจเล็กๆ ของเด็กคนหนึ่งที่มีของอร่อยอยู่เต็มบ้านและสามารถนำไปแบ่งปันคนอื่นได้”

 

 

 

 

แม้จะเติบโตมาในร้านขนมปัง แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยบังคับให้ลูกทั้งสองต้องมารับช่วงต่อ สองพี่น้องจึงเลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองถนัดและสนใจ

 

 

 

 

“พี่ซีเรียนสายวิทย์-วิศวะ เพราะเขามีเหตุผล มีโลจิก เก่งคำนวณ ส่วนอุ๋มชอบภาษาและชอบกิน พอจบตรี เลยตัดสินใจไปเรียนทำขนมที่ฝรั่งเศส เพราะอยากใช้ทักษะภาษาที่มีไปเรียนในเมืองที่เป็นเจ้าแห่งขนมโลก แค่นั้นเลย โดยที่ไม่ได้คิดว่าจะเรียนเพื่อสืบทอดร้าน เพราะพ่อแม่ไม่เคยพูดเรื่องนี้ เราเองก็ไม่ได้สนใจ”

 

 

 

 

แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง เมื่อคุณพ่อป่วยหนัก ซีที่กำลังจะเริ่มต้นชีวิตทำงานต้องกลับมาดูแลคุณพ่อและร้าน ส่วนอุ๋มก็ถูกตามตัวกลับจากฝรั่งเศสเพื่อมาอยู่ด้วยกันในช่วงสุดท้ายของคุณพ่อ จากนั้นสองพี่น้องก็ต้องรับหน้าที่ดูแลร้านอาม้าเบเกอรี่ต่ออย่างเต็มตัว

 

 

 

 

“วันที่ต้องเข้ามาดูร้านจริงๆ ความรู้สึกเสียใจมันมีมากกว่าความรู้สึกอื่นค่ะ” แม้จะผ่านมาเกือบ 8 ปี แต่น้ำเสียงและแววตาของอุ๋มยังแฝงความหนักหน่วงของอารมณ์จนสัมผัสได้ “เราไม่ได้คิดเรื่องงาน เรื่องร้าน เรื่องการบริหารจัดการอะไรเลย ช่วงแรกมันเป็นเรื่องอีโมชั่นนอลในครอบครัวล้วนๆ แต่พอเวลาผ่านไป เราเริ่มเห็นว่าเราไม่สามารถปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรมได้ เราต้องรับไม้ต่อและรักษาบ้านหลังนี้ไว้”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปฏิวัติระบบ ใหม่ปะทะเก่า และความสัมพันธ์ของ ‘ครอบครัว’

 

 

 

 

เมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหาร สิ่งแรกที่ต้องเจอคือระบบการทำงานแบบดั้งเดิมที่เริ่มตามไม่ทันโลก

 

 

 

 

“เมื่อก่อนเราทำงานแบบ Manual 100% ค่ะ สั่งของด้วยปากเปล่า จดใส่กระดาษ ใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจสต็อกของ ผลคือบางวันไส้ไม่พอ ลูกค้าต่อว่า บางวันพนักงานทำหน้างานโอเวอร์โหลดจนท็อกซิกทั้งร่างกายและจิตใจ พี่ซีเลยใช้เรื่องที่ถนัดอย่างตรรกะ อุ๋มเป็นคนฟุ้งๆ มีไอเดียอยากทำนั่นทำนี่ พี่ซีก็จะเป็นคนตบให้มันเป็นความจริง เอาไอเดียมาลง Excel คำนวณสต็อก วางระบบจัดการหน้าบ้าน-หลังบ้าน เราต้องรู้ว่าวันนี้ยอดจองเท่าไหร่ ขายหน้าบ้านเท่าไหร่ ต้องสั่งวัตถุดิบมาเท่าไหร่เพื่อให้พอดีและขายหมดวันต่อวัน”

 

 

 

 

การปรับเปลี่ยนไม่ใช่เรื่องง่าย สองพี่น้องต้องเจอแรงเสียดทานระหว่างความคุ้นเคยแบบเดิมๆ กับความใหม่ของระบบ รวมไปถึงความคิดความฝันแบบใหม่ๆ ที่มักจะคิดเห็นไม่ตรงกันกับคุณแม่

 

 

 

 

“ช่วงแรกๆ อุ๋มยังวัยรุ่น ก็อยากเปิดคาเฟ่ ทำร้านสวยๆ เก๋ๆ ให้คนมาถ่ายรูปสไตล์คนรุ่นใหม่ โดยที่ไม่ได้มองเรื่องความมั่นคง คุณแม่ไม่เห็นด้วยบอกว่าให้ทำร้านเดิมให้ดีก่อน สร้างครัวให้แข็งแรงก่อน ตอนนั้นอุ๋มไม่เข้าใจก็มีความขัดแย้งกันแหละ แต่พอผ่านไป 8 ปี อุ๋มเห็นครัวที่สร้างขึ้นจากเงินเก็บที่เราค่อยๆ ทำมันขึ้นมา ถึงได้รู้ว่าความช้าแต่ชัวร์ของแม่ คือสิ่งที่ทำให้เราไม่มีปัญหาเรื่องการเงินเลยแม้ในช่วงโควิด”

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรัชญาแห่งความออริจินอล

 

 

 

 

ท่ามกลางยุคสมัยที่ทุกร้านพยายามจะรีแบรนด์ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ แต่อาม้าเบเกอรี่กลับเลือกที่จะยืนยันในภาพลักษณ์เดิม

 

 

 

 

“เราไม่อยากรีแบรนด์ให้กลายเป็นสิ่งใหม่จนจำไม่ได้ค่ะ อุ๋มชอบที่คนรู้สึกถึงความออริจินอลของเรา อุ่ม appreciate ทุกคอมเมนต์ที่บอกว่า ‘บรรยากาศเหมือนเดิมเลยนะ’ นั่นคือสิ่งที่เราตั้งใจรักษาไว้ เพราะร้านนี้คือความทรงจำของเรากับคุณพ่อด้วย” อีกครั้งที่เธอพูดแล้วหยุดไปพักใหญ่ เหมือนอารมณ์ถูกดึงย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น

 

 

 

 

ความโบราณนี้ไม่ใช่การหยุดนิ่ง หากเป็นการรักษาสิ่งที่ดีและพัฒนาในสิ่งที่ต้องไหลเคลื่อนไปกับโลกยุคใหม่ คุณภาพคือหัวใจเป็นปรัชญาของความออริจินอลที่ไม่เปลี่ยนแปลง สังขยาต้องใช้ใบเตยคั้นสด กะทิสดวันต่อวัน ไม่มีการลดสเปกวัตถุดิบ และขนมต้องขายหมดวันต่อวัน เพิ่มเติมความหลากหลาย จากสังขยาใบเตย สู่ไส้เค็ม ไส้ไก่ ไส้เนยสด รวมถึงคุกกี้และเค้ก เพื่อเป็นทางเลือก ทำแพกเกจจิ้งที่ตอบโจทย์ ด้วยการใช้กล่องที่ไม่เกิดไอน้ำ และไม่ใช้แม็ก เพื่อความสะดวกและปลอดภัย ไปจนถึงแนวทางใหม่ๆ มีการคอลแลปส์กับเชฟ หรือช่วงที่ชาไทยฮิตก็มีการออกโปรดักต์สังขยาชาไทย ผสมผสานความใหม่เข้ากับความเก่า และการตลาดที่เน้นโซเชียลมีเดียรวมถึงการออกบู้ธตามงานต่างๆ

 

 

 

 

“เรายังเชื่อในศักยภาพของขนมโบราณค่ะ รุ่นคุณพ่อคุณแม่เขาไม่มีโซเชียลแต่เขายังชนะใจคนได้ด้วยคุณภาพ หน้าที่ของเราคือรักษามาตรฐานนั้นไว้ให้ดีที่สุด และนำพาให้มันก้าวเดินไปกับโลกยุคใหม่…

 

 

 

 

“ในอนาคต อุ๋มอยากเห็นอาม้าเบเกอรี่แตกยอดออกไปเป็นแบรนด์ลูกที่ทันสมัยขึ้น อย่างเช่นคาเฟ่ขนมปังปิ้งที่เราตั้งใจจะทำเพื่อรองรับกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่มาไหว้พระวัดแขก ซึ่งอุ๋มกำลังจะทำให้เป็นจริงอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน ตึกแถวคูหานี้จะต้องยังคงเป็นเสาหลักของความอร่อยดั้งเดิมต่อไป”

 

 

 

 

อาม้าเบเกอรี่

 

 

 

 

พิกัด https://share.google/4taDQlmqaSdhECDTx 

 

 

 

 

เปิด-ปิด จันทร์-ศุกร์ 09:00 – 15:00 น. / เสาร์ 09:00 – 14:00 น.

 

 

 

 

FB อาม้าเบเกอรี่ amabakery

Share this content

Contributor

Tags:

ร้านขนมปัง, ร้านเก่าแก่

Recommended Videos