
เป็นตลาดสดก็ลดขยะได้
ขึ้นชื่อว่าเป็นตลาด เป็นศูนย์รวมของการซื้อขายอาหารและวัตถุดิบอาหาร สิ่งที่จะต้องตามมาแน่นอนก็คือขยะปริมาณมหาศาล ทั้งเศษอาหารสดจากการตัดแต่ง เศษอาหารจากร้านอาหาร และบรรดาบรรจุภัณฑ์สารพัดซึ่งเลี่ยงไม่ได้
ใครเคยเดินผ่านไปโซนทิ้งขยะของตลาดใหญ่ๆ ก็จะรู้ว่าภาพที่เห็นมักไม่ชวนให้เจริญอาหารเท่าไรนักแม้มันจะเป็นขยะที่เกิดจากการซื้อขายของกินได้ก็ตาม จนเรามักมีภาพจำว่ามีพื้นที่ทิ้งขยะของตลาดจะต้องเละเทะ เฉอะแฉะ และมีกลิ่นเหม็นไปโดยปริยาย
แต่ ตลาดถนอมมิตร ได้ลบข้อครหานั้นแล้วค่ะ

ตลาดถนอมมิตร ตั้งอยู่ที่ถนนรามอินทรา-วัชรพล เขตบางเขน ในกรุงเทพฯ นี่เอง เป็นตลาดขายอาหารสดพร้อมกินและวัตถุดิบอาหารทั่วไป แต่สิ่งที่ไม่ทั่วไปก็คือวิธีการจัดการขยะที่เริ่มจัดวางระบบมานานกว่า 10 ปี และสามารถลดขยะได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 46 ตันในปัจจุบัน
“เริ่มแรกเลย เป็นไอเดียจากทีมบริหาร ซึ่งก็คือคุณกอฟฟ – ศุภกร กิจคณากร เจ้าของตลาดนี่แหละค่ะ” พี่ปุย – ธีรรัตน์ ต๊ะคำ เจ้าหน้าที่จากตลาดถนอมมิตรเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการวางระบบจัดการขยะให้เราฟัง

“พี่ก็สังเกตนะ ว่า เอ๊ะ ทำไมนายเราชอบเดินไปแถวถังขยะบ่อยๆ เหมือนไปยืนมองอะไรสักอย่าง สักพักหนึ่งเขาจัดแม่บ้านมายืนเฝ้าเลย แล้วก็เอาตาชั่งมาวางเลย ชังน้ำหนักดู เป็นผักเท่าไร ผลไม้เท่าไร เศษเนื้อสัตว์เท่าไร
“พี่คิดว่าคงเป็นจุดเริ่มต้นที่นายอยากให้ตลาดเราหันมาจัดการเรื่องขยะ ต้องเล่าแบบนี้ว่า ปกติแล้วถังขยะของตลาดมันจะเป็นถังคอนเทนเนอร์ ถังนึงประมาณ 8,000 ลิตร เรามี 2 ถังก็ 16,000 ลิตร แต่ละวันเต็มจนล้นเชื่อไหม คือน้ำหนักขยะจริงๆ คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่ตอนที่เราไม่แยก ปริมาตรขยะมันเยอะมาก โดยเฉพาะกล่องโฟม กล่องกระดาษ คิดดูว่าร้านผักก็ถุงหนึ่ง ร้านก๋วยเตี๋ยวก็ถุงหนึ่ง มีอะไรก็เทคว่ำลงในถังขยะเลย มันจะไม่ล้นได้ยังไง
“คุณกอฟฟก็คงเห็นเรื่องนี้ เลยเริ่มโครงการว่าขยะที่จะเอามาประโยชน์ต่อได้ มีอะไรบ้าง หลักๆ เลยก็คือขยะอินทรีย์ เศษผัก ผลไม้ แล้วก็ซากสัตว์ซากสัตว์ พวกเศษไก่ เศษกุ้ง ไส้ปลา กากกาแฟ ชานอ้อย ที่เดี๋ยวนี้พอเราจัดการขยะแล้ว เราเอามาใช้ประโยชน์ได้หมดเลย”

พี่ปุยเล่าพลางชี้ให้ดูภาพมุมหนึ่งในสำนักงานตลาดที่เป็นจุดจำหน่ายกากกาแฟ วัสดุปลูก อาหารปลา และน้ำหมัก ซึ่งล้วนเป็นผลผลิตจากการจัดการขยะของตลาดทั้งสิ้น
“พอผู้บริหารเล็งเห็นแล้วว่าขยะมันเอามาทำประโยชน์ได้ เราก็เริ่มทำโครงการกัน ใช้ชื่อว่าโครงการรักชุมชน ซึ่งทำมาตั้งแต่ปลายปี 2557 ตั้งต้นจากการจัดการขยะอินทรีย์ก่อนเลย”

เศษอาหารที่ไม่จบแค่การเป็นเศษอาหาร
“เราเริ่มต้นจากการเอาตะกร้าไปวางตามแผงค้าก่อน ไปคุย ไปขอความร่วมมือให้เขาแยกขยะ แรกๆ มีหมดทุกอย่างเลยนะ มีทั้งกระดาษทิชชู เขียง มีด (หัวเราะ) คือมันเป็นความเคยชินของเขา หลังๆ ก็เลยไม่ได้ละ เราต้องมีเบอร์แผง ต้องรู้ว่าแต่ละถังมาจากร้านไหน ตะกร้าหรือถังที่เราวางประจำแต่ละร้านตอนนี้เราเลยมีหมายเลขติดแผงค้าติดไว้ด้วย ตามย้อนกลับไปหาแผงได้หมด ที่สำคัญคือช่วงแรกเราก็ต้องเข้าไปคุย ไปทำความเข้าใจทีละร้านๆ ว่าทำไมต้องทำแบบนี้
“พอได้เศษอาหารมา เราก็จะชั่งน้ำหนัก คัดแยกประเภท มีอะไรอย่างไรเท่าไร แต่ละอย่างจัดการอย่างไรได้บ้าง ตอนนี้เศษอาหารเรามีปลายทางหลายที่ หลักๆ เลยคือการเอาไปเข้าเครื่องบด เรียกว่าเครื่องผลิตวัสดุแทนปลูก เครื่องนี้นำเข้ามาจากเกาหลี ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเราด้วยที่กล้าลงทุนกับเครื่องจักร คืออะไรที่ทำให้จัดการขยะได้ โดยที่คนทำงานสบายขึ้น คุณกอฟฟยอมลงทุนหมด มันทำให้เราทำงานได้ง่าย
“เศษอาหารที่ผ่านเครื่องนี้แล้ว มันก็จะแห้งและละเอียด เอาเศษอาหารใส่ลงไป 50 กิโลกรัม จะออกมาเหลือแค่ประมาณ 15-17 กิโลกรัมเท่านั้นเอง แล้วเราก็จะเอาไปแปรรูปต่อได้ ไปทำวัสดุแทนปลูก ไปอัดเม็ดเป็นอาหารปลาก็ได้อีก ของพวกนี้เราเอามาวางขายที่สำนักงานและแผงค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยที่แผงค้าที่คัดแยกขยะกับเราหรือให้ส่วนลด ลูกค้าซื้อของแล้วก็สะสมเอาคูปองนี้มาแลกของได้ ซึ่งของก็คือผลิตภัณฑ์ที่เราได้จากการกำจัดขยะอินทรีย์นี่แหละ”

ระบบคูปองของตลาดถนอมมิตรเป็นระบบที่เราชอบมาก เพราะมันเป็นสื่อกลางที่เชื่อมเอาตลาด ผู้ซื้อ และแผงค้าเข้าด้วยกันได้อย่างอัจฉริยะสุดๆ โดยไม่ต้องมีใครมานั่งตอบคำถามว่าคัดแยกขยะแล้วได้อะไร เพราะตลาดได้จัดการขยะ ผู้ซื้อได้ของฟรีมีประโยชน์ ส่วนแผงค้าก็ได้ส่งเสริมการขายไปด้วยแบบวิน-วินกันทุกฝ่าย
ไม่ใช่แค่วัสดุทดแทนปลูกเท่านั้น เศษอาหารในตลาดถนอมมิตรยังกลายเป็นอาหารสัตว์และเป็นน้ำยาทำความสะอาดได้ด้วย
“เรามีเศษอาหารสดบางส่วนที่ฟาร์มปลามารับไปเป็นอาหารเลย คือรับซื้อไปสดๆ แบบยังไม่ได้แปรรูป ถังใหญ่ๆ ถังละ 60 บาท ซึ่งทางฟาร์มก็บอกว่ามันเป็นต้นทุนอาหารที่ถูกมาก เพราะปกติเขาซื้ออาหารเม็ดแพงนะ กระสอบละเป็นพัน แล้วบางส่วนแม่บ้านก็จะคัดออกไปให้อาหารสัตว์ในตลาดด้วย คือตลาดเรามีสวนสุขภาพ พวกเศษผลไม้ที่พวกเราก็แบ่งไปเลี้ยงกระรอก เลี้ยงเต่าในสวนเราได้
“แล้วพี่ก็มีไปเรียนรู้มาจากหน่วยงานอื่น จากกรมพัฒนาที่ดินบ้าง จากเขตบางเขนบ้าง อะไรเหมาะกับตลาดเรา เราก็เอามาปรับใช้ เช่นพี่ไปเรียนรู้การทำน้ำหมักมา ก็เอามาทำ ใช้ขยะอินทรีย์ในตลาดนี่แหละ โดยเฉพาะเปลือกส้ม สับปะรด ชานอ้อย ที่มันยังมีน้ำตาลอยู่ เอามาหมักน้ำหมักดีมากเลย ลดปริมาณกากน้ำตาลที่เราต้องซื้อลงไปเยอะมาก แล้วน้ำหมักเราก็เอามาใช้จัดการความสะอาดในตลาดอีกที
“ทุกคืนๆ ทีมทำความสะอาดจะใช้น้ำหมักของเรานี่แหละมาล้างตลาด มันช่วยจัดการเรื่องกลิ่นได้ กัดคราบสกปรกออกได้ แกลลอนหนึ่ง 3.8 ลิตร เราใช้คืนละ 94 แกลลอน ล้างกันจริงจัง คิดดูว่าถ้าเราต้องซื้อน้ำยาทำความสะอาดทั้งหมดมันจะเป็นเงินกี่บาท ดังนั้นน้ำหมักเนี่ยทำไปเลย ยังไงก็ได้ใช้แน่นอน”

กล่องโฟม ลังกระดาษ ลังพลาสติก ใช่ว่าจะเป็นขยะทุกชิ้น
ขยะอีกประเภทหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไมได้เลยในตลาดสดก็คือขยะบรรจุภัณฑ์ทั้งหลาย อย่างในสถิติที่ตลาดถนอมมิตรจดบันทึกอยู่ตลอด ขยะที่มีจำนวนเยอะและมีขนาดใหญ่ที่สุดคือกล่องโฟมใส่อาหารทะเลสด ลังกระดาษและลังพลาสติกที่มากับผักผลไม้นำเข้า ที่มีเคล็ดลับสำคัญคือต้องชิงจัดการตอนที่ของพวกนี้ยังเอาไปใช้งานได้ต่อ ก่อนที่มันจะกลายเป็นขยะจริงๆ

“เมื่อก่อนตอนที่ไม่จัดการขยะ กล่องโฟมนี่ตัวดีเลยนะ เต็มถังคอนเทนเนอร์ 8,000 ลิตรอะ คือขยะพวกนี้น้ำหนักมันไม่เต็มหรอก แต่ว่าปริมาตรมันใหญ่ มันฟู พูดภาษาบ้านๆ เลยนะ เมื่อก่อนแม่บ้านพี่ต้องกระโดดกระทืบกันนะ (หัวเราะ) เพื่อให้มันยุบๆให้ ไม่งั้นมันล้น แต่หลังๆ เราคัดแยกแล้ว มีมุมให้แผงค้าเอามาวาง กล่องโฟม กล่องกระดาษ กล่องพลาสติก จบวันแม่บ้านมาเก็บ อันไหนสภาพดีเราจะล้างทำความสะอาด ตากให้แห้ง แล้วพ่นโลโก้ตลาดไว้ ลูกค้าสามารถมาขอรับได้ฟรีเลยที่ประชาสัมพันธ์ตลาด เวลาซื้ออาหารทะเลสดในตลาด ลูกค้าก็แวะมาเอาได้เลย ไม่ต้องไปซื้อลังโฟมใหม่ มารับกี่ใบก็ได้ เป็น 100 ใบก็ได้หมดค่ะ ชุมชนใกล้เคียงจะมารับกล่องโฟมที่ใส่ปลาแซลมอนบ่อยๆ เพราะเอาไปปลูกผักไฮโดรโพนิสก์ได้ดีมาก กล่องมันแข็งแรง
“กล่องอันไหนที่มันมีตำหนีแล้ว มันแตก มันรั่ว ก็แยกไว้เหมือนกัน ขายได้นะคะ กิโลกรัมละ 4 บาท เป็นสวัสดิการให้ทีมแม่บ้านไปเลย รวมๆ เดือนนี้เฉพาะสวัสดิการแม่บ้านที่ได้จากการขายขยะก็เป็นพันเหมือนกัน”
ป้ายและรายงาน สิ่งสำคัญที่คนมักมองข้าม
ถ้าถามว่าเรารู้ได้อย่างไร ว่าตลาดถนอมมิตรมีวิธีการจัดการขยะที่ต่างออกไปจากตลาดสดอื่นๆ คำตอบก็คือ เรา ‘เดา’ ได้จากป้ายรอบตลาดค่ะ
ป้ายที่ว่านี้ ไม่ใช่ป้ายประกาศกิตติคุณประเภทตลาดสีเขียว ตลาดแยกขยะดีเด่นอะไรพวกนั้น แต่เป็นป้ายที่สื่อสารกับคนในตลาดทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เช่นว่ามีโปรโมชันอะไรสำหรับการปกภาชนะส่วนตัวมาซื้อของบ้าง ติดต่อรับกล่องฟรีได้ที่ไหน และควรทิ้งขยะอะไรไว้ตรงไหน ในช่วงเวลาไหน ป้ายทั้งหมดเขียนด้วยถ้อยคำและดีไซน์ที่เรียบง่าย อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที แต่ปุยกลับบอกว่าป้ายพวกนี้เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้งานจัดการขยะง่ายขึ้น

“เมื่อก่อนขยะที่ตลาดใช้ถัง 200 ลิตรนะคะ วางไว้หลายจุด แต่พอเราเปลี่ยนระบบจัดการขยะ เราต้องเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ตรงถังขยะเลย อย่างตอนนี้พอเรามีป้ายชัดเจน ลูกค้าก็จะแยกขยะอัตโนมัติ ถ้าเทียบกับการตั้งถังกลมๆ ไว้เฉยๆ ผลลัพธ์มันต่างกันมาก ใครอยากเริ่ม ลองทำแค่นี้ก่อนก็ได้ค่ะ แล้วมันจะนำไปก้าวอื่นๆ เอง
“อย่างเรื่องกล่องโฟมก็เหมือนกัน เรามีการประชาสัมพันธ์ก่อนนะ แล้วลูกค้าที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดเห็นป้ายก็มาขอรับกล่องโฟมเราไป ตะกร้าผลไม้ก็เหมือนกัน ซึ่งลูกค้าจะเอาไปทำอะไรต่อเราไม่มีเงื่อนไขเลย บางคนก็เอาใส่ของที่ซื้อจากตลาดนี่แหละ บางคนก็เอาไปปลูกผัก บางคนก็เอาไปจัดระเบียบของที่บ้าน เพราะบ้านเขาขายอะไหล่ก็มี แล้วมันก็จะมีการบอกต่อๆ กัน แต่ในป้ายเราต้องชัดเจน มีเบอร์โทร มี QR Code ว่าต้องติดต่อตรงไหน

“รายงานก็ค่อนข้างสำคัญค่ะ อย่างที่ตลาดเรา เราจดบันทึกถ่ายรูปรายงานหมด เช่น ขยะรีไซเคิล ผู้ค้าเข้ามาซื้อเรามีบิลหมด ขายอะไรได้เท่าไร ขยะอินทรีย์ อะไรเข้าเท่าไรต่อวัน ต่อสัปดาห์ ต่อเดือน แล้วแต่ละอย่างปลายทางไปไหน กี่กิโลกรัม ผลิตออกมาได้อะไร มีคนมารับกล่องโฟมไปเท่าไร มันเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการบริหารจัดการ และสามารถอ้างอิงได้ ที่สำคัญคือมันทำให้เรารู้จักขยะของเรามากขึ้น อย่างช่วงแรกที่บอกว่าผู้บริหารเราให้คนมาเฝ้า มาชั่งขยะอินทรีย์ จริงๆ ทั้งวันนั้นได้ 2 ตันกว่าเลยนะ ถ้าเราไม่เห็นตัวเลข 2 ตันเราอาจจะไม่คิดจัดการอะไรขนาดนี้ก็ได้
“การมีตัวเลขอ้างอิงแบบนี้ทำให้เรารู้ว่าเราต้องโฟกัสอะไรมากน้อย แล้วมันใช้สื่อสารกับคนข้างนอกได้ด้วย”


จัดการคน งานใหญ่ของการจัดการขยะ
“ช่วงแรกๆ ที่พี่มาดู เหนื่อยนะ” พี่ปุยตอบขึ้นมาทันทีเมื่อเราถามถึงการจัดการกำลังคนเพื่อให้รองรับกับงานจัดการขยะที่เพิ่มขึ้นมา
“คือเครียดอะ ช่วงที่จัดยังไม่ลงตัว สะเปะสะปะไปหมด แต่พอตอนนี้คือแทบจะไม่ต้องไปจี้แล้ว เขามีการจัดเวร ใครเอาไปตะกร้าไปวาง ใครเอาถังไปวาง ถ้าเกิดคนนี้หยุดจะมีคนขึ้นมาแทน เพราะเขารู้แล้วว่าแม่บ้านทำแล้วแม่บ้านได้อะไร ตลาดได้อะไร ตลาดเราไม่มีแมลงวัน ไม่มีหนู ไม่มีกลิ่น ขยะน้อยลง ได้สวัสดิการเพิ่ม แต่เราก็ทำงานแบบนี้ด้วยกันมานานแล้ว 11 ปีแล้ว มันกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปเลย”

แม้งานจัดการขยะในตลาดจะเป็นงานที่ต้องลงแรงทำทุกวัน แต่ตลาดถนอมมิตรไม่เคยต้องจ้างพนักงานเพิ่มเพื่อมาจัดการขยะ เพราะพี่ปุยใช้การแบ่งทีมพ่อบ้านแม่บ้านเป็นหลายๆ กลุ่มแล้วเวียนไปตามแต่ละงาน ทั้งงานทำความสะอาดทั่วไป งานขยะอินทรีย์ งานขยะรีไซเคิลสำหรับแจกให้ลูกค้านำกลับมาใช้ซ้ำ และงานคัดแยกขยะสำหรับขาย ทำให้ทุกคน ทุกตำแหน่งได้รู้จักงานของกันและกันทั้งระบบ และทำให้คนทำงานไม่เบื่อหน่ายกับการทำงานเดิมซ้ำๆ ทุกๆ วันด้วย


“ส่วนแผงค้า เราก็ต้องรู้จักผู้ค้าของเราทุกแบบ รู้จักดีทุกเจ้า และเรามีการบันทึก รายงานขยะตลอด เราถึงรู้ได้ว่าถ้าเป็นขยะแบบนี้ น่าจะหลุดมาจากแผงนี้ ซึ่งก็ต้องจัดการดูแลกันไป” พี่ปุยพูดพลางหันไปสบตากับทีมประชาสัมพันธ์ เพราะต่างคนต่างรู้กันว่ากว่าแผงค้าจะให้ความร่วมมือในการจัดการขยะได้อย่างทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“แรกๆ มันมีแรงต่อต้านอยู่แล้วและ อะไรที่มันมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมขึ้นมาการต่อต้านมันต้องมี อันนี้คือสิ่งที่จะเตือนทุกตลาดว่ายังไงก็จะเกิดขึ้น ซึ่งก็อยู่ที่เราบริหารอยู่แล้ว ที่นี่เราใช้วิธีค่อยๆ เรียกมา เหมือนเรียกมาคุยกัน โดยเฉพาะคนเก่าๆ ที่เขามีวิธีที่คุ้นอยู่แล้ว ถึงต้องมีการติดตาม ต้องมีเลขติดที่ขยะ ว่าถังนี้มาจากแผงไหน ถ้ามีอะไรที่เราปรับได้ เราก็ไปคุยกับเขาเลย ส่วนแผงค้าใหม่ๆ เราก็จะกางกฎระเบียบไปเลยตั้งแต่แรก ตอนนี้งายแล้ว คู่ค่าเดิมของเราจะเป็นคนบอกคู่ค้าใหม่เอง (หัวเราะ)”

ถอดบทเรียน การจัดการขยะแบบตลาดถนอมมิตร
1. ชั่งและบันทึกปริมาณของขยะแต่ละประเภทเสมอ เพื่อให้รู้ว่าขยะจากตลาดมีอะไรมากน้อยเท่าไร ปลายทางของขยะเหล่านั้นมีที่ไหนบ้าง ตัวเลขนี้จะเป็นทั้งจุดตั้งต้นในการจัดการขยะ และเป็นทั้งการวัดผล การสรุปงานจัดการขยะในแต่ละช่วงเวลาด้วย
2. หาช่องทางในการต่อยอดขยะในตลาด ให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลหรืออัปไซเคิลให้ได้มากที่สุด
ขยะสด
– ขายต่อให้ฟาร์มใช้เป็นอาหารปลา และบางส่วนใช้เป็นอาหารของสัตว์เลี้ยงในพื้นที่
– หมักน้ำหมักชีวภาพเพื่อทำความสะอาดตลาด
– เข้าเครื่องอบและบด แล้วต่อยอดเป็นวัสดุทดแทนปลูกและอาหารปลาอัดเม็ด
– คัดแยกกากกาแฟและเปลือกไข่ไว้แปรรูปเป็นปุ๋ย
– เปลือกมะพร้าวจากร้านขายผลไม้ แยกต่างหากไว้ใยมะพร้าวและเปลือกมะพร้าวสับ
ขยะพลาสติก
– คัดแยกขยะที่ขายได้ เช่น ขวดพลาสติก ลังโฟมชำรุด ปี๊บ ฯลฯ รวบรวมไว้ขาย รายได้ที่ได้จากการขาย เฉลี่ยให้เป็นสวัสดิการรายเดือนของพนักงาน
– ลังโฟม ลังพลาสติก ลังกระดาษ เข่งสานที่ยังใช้งานได้ ล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย แล้วแจกให้กับลูกค้าในตลาดได้เอากลับไปใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
3. ทุกฝ่ายต้องได้ผลประโยชน์ร่วมกัน แน่นอนว่าเมื่อคัดแยกขยะละเอียดขึ้น ขยะก็จัดการง่าย คนทำงานเหนื่อยน้อยลง สกปรกน้อยลง แต่ผลประโยชน์โดยตรงที่รับรู้ได้ทันทีก็ต้องมีให้เห็นเพื่อเป็นแรงกระตุ้นด้วยเช่นกัน
– ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจัดการขยะ ไม่ว่าจะเป็นการคัดแยกขยะ การมอบส่วนลดเมื่อนำภาชนะมาเอง จะได้คูปองพิเศษเพื่อแจกให้ลูกค้า คูปองเหล่านี้ใช้แลกผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการจัดการขยะได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นน้ำหมักชีวภาพ วัสดุปลูก อาหารปลาอัดเม็ด
– หากลูกค้าไม่มีคูปองก็สามารถซื้อผลิตภัณฑ์ทุกอย่างได้ในราคาถูกสุดๆ ด้วย โดยมีวางจำหน่ายทั้งที่สำนักงานตลาด และตามแผงค้า ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าที่รับไปวางก็จะได้ไปในราคาต้นทุนที่ถูกกว่า ขายได้กำไรเพิ่มอีกต่อ
– พนักงานที่ประจำในจุดต่างๆ ต้องได้ผลประโยชน์จากงานนั้นๆ เช่น เมื่อประจำจุดคัดแยกขยะอาหาร ก็จะได้รับค่าแรงประจำจุดเพิ่ม หรือถ้าเป็นเวรคัดแยกขยะขาย ก็จะได้รับเงินสวัสดิการเพิ่มจากการขายขยะเพิ่มด้วย
4. เรื่องคนสำคัญที่สุด การจัดการขยะในตลาดมีหลายวิธี ต้องเลือกให้เหมาะสมกับคนในพื้นที่ด้วย
– คนทำงาน : งานจะต้องไม่ลำบากเกินไป ต้องมีเครื่องทุ่นแรงตามความเหมาะสม ต้องปลอดภัย ไม่เสี่ยงอันตราย
– ชุมชนรอบข้าง : ต้องไม่ได้รับผลกระทบทั้งเรื่องกลิ่นและสุขภาวะด้านอื่นๆ
– ลูกค้า : วิธีการคัดแยกขยะต้องมีฝืนธรรมชาติของผู้บริโภคมากเกินไป เช่น ควรออกแบบจุดทิ้งขยะให้เข้าใจง่าย ทำได้จริง และมีเพียงพอ ลูกค้าก็จะแยกขยะได้อย่างอัตโนมัติ
5. เรียนรู้หนทางใหม่ๆ ในการจัดการขยะ วิทยาการและช่องทางในการจัดการขยะจะมากขึ้น ละเอียดขึ้น ซับซ้อนขึ้นไปตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ดังนั้นผู้บริหารรวมถึงคนทำงานระดับการจัดการต้องเติมความรู้ใหม่ๆ และสร้างเครือข่ายในการเรียนรู้อยู่เสมอ
สอบถามรายละเอียดการจัดการขยะแบบตลาดถนอมมิตรเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ตลาดถนอมมิตร

Contributor
Recommended Articles
