food story
เทศกาลอาหารพื้นบ้านและวิถีไทลาวห้วยหูด Food Fest เล็กๆ ที่บ้านเกิด
Story by เสาวลักษณ์ เชื้อคำ

ฟังแซ็คและเยลเล่าเรื่องการกลับบ้านมาทำเทศกาลอาหารเพื่อเปลี่ยนชุมชน
การลาออกจากงานประจำ เก็บกระเป๋าหนีกรุงเทพฯ กลับไปทำอะไรสักอย่างเป็นของตัวเองที่บ้านเกิด ดูเหมือนจะเป็นความใฝ่ฝันวัย (เริ่ม) กลางคนมาทุกยุค
เรื่องเล่าว่าด้วยการกลับบ้านของแต่ละคนต่างกัน แต่ไม่มีเรื่องไหนเลยที่ไม่น่าสนใจ อย่างเช่นครั้งนี้ที่เราได้คุยกับ แซ็ค-สุกฤต ปิ่นเพชร และ เยล-สุพิชา คงธนวัฒน์ คนสองคนที่เลือกจะกลับบ้านต่างจังหวัดไปทำอะไรสักอย่างเหมือนกัน เพียงแต่ว่า อะไรสักอย่างนั้นไม่ใช่คาเฟ่เก๋ๆ หรือธุรกิจส่วนตัว แต่เป็นงานพัฒนาชุมชนผ่านเทศกาลอาหารและทริปเดินป่าหาของอร่อย ส่วนบ้านต่างจังหวัดที่ว่าก็ไม่ใช่เมืองที่เศรษฐกิจคึกคัก แต่เป็นชุมเงียบๆ ที่แวดล้อมไปด้วยป่าสักอย่างชุมชนห้วยหูด อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์

ผลพวงของการตัดสินในกลับบ้านครั้งนี้คือ ธรรมมือสตูดิโอ อาร์ตสตูดิโอเล็กๆ และ เทศกาลอาหารพื้นบ้านและวิถีไทลาวห้วยหูด เฟสติวัลเล็กๆ ที่เติมความหวังและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้ชุมชนมาต่อเนื่องถึง 5 ปีแล้ว
จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมาก เพราะเป็นพื้นที่ที่เรียกว่าภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบนแถมยังมีชายแดนติดกับสปป.ลาว ชาวอุตรดิตถ์จึงมีทั้งคนที่พูดภาษากลาง พูดภาษาเมือง (ภาษาเหนือ) และเว้าลาวชนิดที่ว่าแค่ข้ามตำบลหรืออำเภอไปก็คุยกันคนละภาษา

อำเภอน้ำปาดซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนห้วยหูด – บ้านเกิดของแซ็ค อยู่ห่างจากชายแดนไทย-ลาว เพียง 2 อำเภอคั่น คนห้วยหูดจึงแทนตัวเองว่าเป็นคนลาว เว้าลาว (ในสำเนียงแบบลาวซึ่งต่างจากสำเนียงอีสาน) และฟังหมอลำ ในขณะเดียวกันก็ยังกินพริกลาบใส่มะแขว่นแบบล้านนาด้วย ตามตำนานเล่ากันว่า พญาปาดผู้สร้างบ้านแปลงเมืองได้พาคนลาวเวียงจันท์ส่วนหนึ่งอพยพมาอยู่ทีนี่ และคนเฒ่าคนแก่ก็ยังยืนยันว่าเมื่อ 30-50 ปีก่อน ในชุมชนห้วยหูดยังมีผู้เฒ่าที่สักขาลายซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมระหว่างชาวลาวและชาวล้านนาอยู่ด้วย
ความผสมผเสของวัฒนธรรมไทยลาว และทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ ทำให้คนลาวน้ำปาดมีวิถีชีวิตเฉพาะและรู้ภูมิปัญญาหาอยู่หากินเป็นอย่างดี เทศกาลอาหารพื้นบ้านและวิถีไทลาวห้วยหูดคือเครื่องการันตีเรื่องนั้น


ปลายปี 2568 ฉันเก็บกระเป๋าขึ้นรถโดยสารไปถึงน้ำปาดเพื่อไปหาของอร่อยกินที่งาน เทศกาลอาหารพื้นบ้านวิถีไทลาวห้วยหูดปี 5 ตอน จ้ำข้าว เว้าพื้น เหนือจากของอร่อยอย่างยำดอกมะละกอ ยำกล้วยแค้ และยำงวมซึ่งหากินได้เฉพาะในพื้นที่แถบนี้แล้ว ฉันก็ยังได้เอ็นจอยกับเรื่องเล่าและการแสดงจากวัฒนธรรมไทลาวห้วยหูดตลอดทั้งวัน

ยำดอกมะละกอตัวผู้ ใส่งาดำและเห็ดซอยเป็นเส้น

ยำกล้วยแข้ กล้วยป่าที่ยังคงมีเม็ดอยู่

เอาะไก่บ้าน รสนัวกลมกล่อม หอมกลิ่นสมุนไพร
ห้วยหูดเป็นชุมชนที่อยู่ห่างออกมาจากอำเภอเมืองราว 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ระหว่างเดินทางฉันนึกสงสัยว่าคนหนุ่มสาวอย่างแซ็คและเยลเลือกกลับมาทำอะไรสักอย่างที่นี่เพราะอะไร ตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นนัดคุยกันเสียนาน และนี่คือบทสนทนาว่าด้วยการกลับห้วยหูดของทั้งสองคนที่ฉันเก็บมาฝากค่ะ
จุดเริ่มต้นของการกลับไปอยู่ที่บ้าน
แซ็ค : ของเราน่าจะมีพาร์ทอยากจะกลับบ้านไปทำอะไรบางอย่างอยู่แล้วครับ ตั้งแต่อยู่ที่มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ ช่วงที่เรารู้สึกจริงๆ มันคงมาก่อนหน้านั้นแล้วแหละ ตั้งแต่มัธยม เรารู้สึกว่าเราก็ชอบอยู่บ้าน อยากทำอะไรบางอย่างที่มันเป็นสิ่งใหม่ในชุมชน ที่มันเป็นเรื่องการสร้างสรรค์หรือการเรียนรู้ในชุมชน แล้วก็อยากกลับมาอยู่บ้าน เรารู้สึกว่าเราเราอยากทำเรื่องการเรียนรู้ แต่ว่าจริงๆ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าต้องการทำเกี่ยวกับการเรียนรู้ แค่เหมือนแบบว่าอยากทำอะไรสักอย่างครับ
แล้วเราพบว่า การพัฒนาในบ้านเรา หรืองานเรื่องคน เรื่องชุมชน ในบ้านเรามันยังไม่ได้ก้าวหน้าหรือว่ามีอะไรใหม่ขนาดนั้น ถ้าเป็นไปได้เราอยากทำอะไรที่สร้างสรรค์แล้วก็เกิดประโยชน์จริงในชุมชน หมายถึงว่าเรามีวิธีคิดแบบมองปัญหาแล้วหาวิธีแก้ที่สร้างสรรค์มากขึ้น เราก็เลยมีแผนอยากกลับมาอยู่บ้าน แล้วก็มีความแบบสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วด้วย อยากกลับมาดูแล มาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน เรารักห้วย รักทุ่งนา รักภูเขาที่นี่
เยล : ก่อนหน้านี้ก็เรียนจบปริญญาแล้วก็ทำงานปกติตามออฟฟิศนี่แหละค่ะ พอมาเจอแซ็คที่มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ ได้ไปเป็นอาสา ออกไปเจออะไรหลายๆ อย่าง แล้วพอได้ศึกษากัน ก็เออ แช็คมีที่ที่บ้านนะ แล้วตอนนั้นช่วงมหาลัยกำลังเปลี่ยนผ่าน หาพื้นที่ใหม่ที่จะทำ ก็เลยได้มีโอกาสได้ไปเข้ากระบวนการเกี่ยวกับการหาความฝันของตัวเอง สิ่งที่ตัวเองอยากทำ ประกอบกับที่เราทำงานออฟฟิศแล้วมันเหนื่อย มันเกินเวลาจนต้องไปเบียดวันเสาร์อาทิตย์ เรารู้สึกว่ามันหนักมาก พอค้นพบความฝันของตัวเอง เราเคยวาดภาพว่าเราอยากมีกระท่อม ปลูกผักอยู่ริมลำธาร พอได้ศึกษาแนวทางของการพึ่งพาตัวเองก็รู้สึกว่า เออ… ทำไมเราไม่ทำในสิ่งที่เราเคยอยากทำวะ คุยกับแซ็ค แล้วก็ลาออกแล้วก็ย้ายมา

เท่าที่ฟังมันไม่ได้ตั้งต้นจากเทศกาลอาหารเลย ทำไมปลายทางที่ออกมาถึงเป็นเทศกาลอาหาร
แซ็ค : จริงๆ เราก็ไม่เชิงว่าไม่สนใจอาหารเลย อย่างที่บอกว่าเราสนใจเรื่องการพึ่งตนเอง และพอกลับมาแล้ว เราพบว่าต้องเอาตัวรอดด้วยน่ะครับ (หัวเราะ) เราก็เลยเขียนโปรเจคทำงาน เป็นลักษณะคล้ายๆ NGO แล้วก็มีโปรเจคนึงชื่อ Young Food เกี่ยวกับอาหารและเด็ก แต่ว่าก่อนจะเจอ Young Food เราได้เจอเพื่อนที่เป็นเชฟก่อน เราได้สำรวจปฏิทินอาหารชุมชน ตอนนั้นเป็นต้นกล้าชุมชน SCG แล้วก็เห็นว่าจริงๆ แล้วอาหารบ้านเรามีเยอะมาก เรารู้สึกมหัศจรรย์กับการได้เห็นจักรวาลของการกินของคนในชุมชน แล้วก็อินมาก
อินที่ 2 คือเราทำทริปท่องเที่ยวชุมชนแบบไม่เก็บตังค์ แล้วได้เจอเพื่อนที่เป็นเชฟอาหารไทย เขามาที่บ้านทำอาหารจากวัตถุดิบบ้านเรา ออกมาดีมาก ทำให้เราอินเรื่องอาหารเข้าไปอีก ก็เลยมาสนใจอาหาร หลังจากนั้นก็พบว่าพอจับเรื่องอาหาร การมีส่วนร่วมมันมากขึ้น ถ้าบอกว่าเราเป็นศิลปิน ผู้ใหญ่จะรู้สึกเข้าไม่ถึง เขาจะบอกว่าเขาวาดรูปไม่เป็น แต่ว่าถ้าบอกว่าทำเรื่องอาหาร ให้ยายพาเก็บหน่อไม้หน่อย โอ้ย พูดได้เป็นวัน (หัวเราะ) มันเห็นการมีส่วนร่วมและมิติของการเติบโตที่สูง ก็เลยกลายมาเป็นอาหารนำมาก่อน
เยล : การได้สำรวจป่าชุมชนหรือปฏิทินอาหาร ทำให้ค้นพบว่าวัตถุดิบที่บ้าน ที่ป่าชุมชนมีเยอะมาก แล้วสำหรับคนนอกอย่างเรามันค่อนข้างแปลกใหม่ ปกติก็จะรู้จักแค่อาหารเหนือ อาหารใต้ อาหารภาคกลาง แต่อาหารที่นี่มันมีความแบบเป็นลาวในแบบตัวเอง แล้วก็ใช้วัตถุดิบพื้นบ้านในป่า ซึ่งบางทีเป็นผักบางอย่างที่เราไม่รู้จัก แล้วพื้นที่ป่าชุมชนก็กว้างมาก มันคือห้างสรรพสินค้าของวัตถุดิบต่างๆ เลยค่ะ แต่ละฤดูมีวัตถุดิบหลากหลายมาก เดี๋ยวมีผักหวาน เดี๋ยวมีเห็ดเผาะ เดี๋ยวมีเห็ดระโลก แล้วเรารับรู้ว่าเรื่องนี้สำคัญกับคนที่นี่มาก เราเลยรู้สึกว่าต้องทำเรื่องอนุรักษ์ด้วย

แซ็ค : จริงๆ เมื่อก่อนเราเฉยๆ กับอาหารพื้นบ้านมากนะ ออกแนวไม่ค่อยชอบกินด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่าอยู่กับมันมาตั้งแต่เด็ก เราก็กินไข่ดาว ไข่เจียว หมูทอด เด็กน้อยอ่ะ แต่พอมาทำ เราเห็นถึงความสำคัญของมัน เราก็ยิ่งอินเข้าไปอีก แล้วคีย์สำคัญที่ทำให้รู้สึกว่าอินมากๆ คือมันเป็นอาหารที่ทำร้ายโลกน้อย เพราะอาหารพื้นบ้านมาจากป่า ไม่ต้องใช้ปุ๋ย ยา ไม่ต้องผ่านโรงงานหรือการขนส่ง คาร์บอนฟุตพริ้นต์ก็อาจจะน้อย พอมองเรืองนี้เรายิ่งรักอาหารท้องถิ่นมากขึ้น
โดยเฉพาะพอได้มาเห็นเรื่องจากป่า จากชาวบ้าน เราเห็นที่มาที่ไป เห็นว่าอาหารมันมีความเชื่อแล้วก็ลื่นไหล เช่น ทำไมจะต้องกินอ่อมบอนในฤดูแล้ง ฤดูหนาว เพราะตราบใดที่เรายังกินอ่อมบอน ยังรู้จักบอนอยู่ ป่าชายน้ำก็จะมีคนดูแล เรายิ่งรู้สึกรักอาหารท้องถิ่นมากขึ้น เพราะมันเป็นภูมิปัญญาของชุมชนเรา
แตในงานไม่ได้มีการพูดสิ่งเหล่านี้เลย ทั้งเรื่องความยั่งยืน เรื่องสิ่งแวดล้อม เราชูเรื่องภูมิปัญญามากกว่าด้วยซ้ำ
แซ็ค : จริงๆ ช่วงแรกเราไม่ค่อยมั่นใจว่าจะสื่อสารเรื่องความยั่งยืนได้มั้ย หมายถึ ชุมชนจะพยายามเข้าใจเรื่องนี้ไหม ดังนั้นเราเลยจะไม่ค่อยสื่อสารกับกลุ่มผู้ใหญ่เท่าไร แต่จะค่อยๆ พูดกับเด็กเป็นหลัก ว่า
กินแบบนี้แล้วดียังไง เราก็สื่อสารมาเรื่อยๆ จนเด็กเริ่มเข้าใจ แล้วผู้ใหญ่ก็ค่อยๆ เข้าใจตอนท้าย
แต่ว่าพอมาถึงจุดหนึ่ง อย่างงานปีนี้หรือปีที่แล้ว เราย้ำคีย์เวิร์ดเรื่องอาหารกับการความยั่งยืนบ่อยขึ้น เพราอยากให้เขาเข้าใจ แล้วก็อันนึงที่เป็นส่วนขับเคลื่อนได้มากขึ้นคือเวลาที่คนข้างนอกชุมชนมาช่วยบอกเขา เช่นเวลามีทริป คนข้างนอกมา เขาเห็นว่าป่าเราเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตจริงๆ สิ่งนี้จะสะท้อนไปที่ชาวบ้าน ไปที่ชุมชน แล้วเขาจะค่อยๆ เข้าใจมากขึ้นเอง

เยล : อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องคุณค่าค่ะ โจทย์สำคัญของเราคือ เราจะทำยังไงให้คนในชุมชนเขากล้าออกมาทำ เราก็ค้นพบว่าการที่เขาได้ทำอาหาร ได้มาโชว์ให้คนอื่นได้ทาน มันคือคุณค่าของภูมิปัญญาเขา เราก็พยายามจะให้มีภาพนั้นมากขึ้น
แซ็ค : เรื่องภูมิปัญญา เรื่องคุณค่า ถ้าพูดตามตรงนะครับ การโฟกัสเรื่องการดูแลป่า เก็บขยะจากป่าเนี่ย เขาไม่อินหรอก
เยล : เพราะเมื่อก่อนเขาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทิ้ง
แซ็ค : คือเราก็ต้องเขาใจเขาด้วยว่าเราเติบโตมาในยุคที่มันเป็นข้าวห่อใบตองเข้าป่า มันย่อยสลายได้ ทีนี้เขาก็ยังมีนิสัยเดิม ภาพจำเดิม ว่ามันไมเป็นไร ดังนั้นในงาน ในทริปต่างๆ ที่เราจัด เราก็ใช้วิธี นำร่องโดยลูกๆ หลานๆ เขาก่อน นำร่องโดยคนข้างนอกก่อน เช่น ตั้งแต่ทริปแรกที่เราทำ ถ้าทุกคนเห็นว่ามันมีขยะ เราจะขอให้ช่วยกันเก็บออกมา คนข้างนอกเขาเห็นคุณค่าเรื่องการกำจัดขยะในป่า เขาก็เก็บหมด ทีนี้คนในชุมชนก็จะตั้งคำถามเองว่าทำไมคนอื่นถึงเก็บออกมา เราทำไปเรื่อยๆ จนมันเกิดข้อกำหนดกันในทุกทริปว่าเราจะต้องเอาถุงดำเข้าไปเก็บขยะออกมาด้วย
เยล : จนล่าสุดเขาก็พูดว่า เออ เก็บขยะที่ตัวเองทิ้งไว้มันก็เหนื่อยเนาะ คราวหน้าาจะไม่ทิ้งแล้ว ซึ่งเขาก็ทำจริงๆ ห่อขยะกลับบ้านหมดเลย คือพอคนข้างนอกหรือนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วตั้งคำถาม หรือบอกว่ารู้สึกเศร้าจังเลยที่เห็นขยะในป่าเยอะ มันก็เป็นเป็นแรงกระเพื่อมของคนในชุมชนต่อ เขาก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่าจะทำยังไงให้ขยะมันน้อยลง

ก็เลยเกิดการเติบโตของเทศกาลอาหารพื้นบ้านและวิถีไทลาวห้วยหูด
แซ็ค : 5 ปีตั้งแต่เริ่มทำเทศกาลมา ตัวเทศกาลเองมันก็ฟอร์มวิธีคิดของเราไปเรื่อยๆ คือเราทำด้วยแพสชั่น ทำเพราะความอยาก ก็มีบางปีที่สับสนว่าความอยากของเราคนเดียวพาคนอื่นเหนื่อยมากเกินไปมั้ย เกิดประโยชน์จริงหรือเปล่า แต่ว่ามันก็เป็นการทำเพื่อเรียนรู้ แล้วความเป็นเนื้อเป็นตัวของเทศกาลมันก็ค่อยๆ ก่อขึ้นเอง คือมันก็เหมือนเด็ก 5 ขวบ มีวิธีคิดเป็นของตัวเองแล้ว
ซึ่งอย่างที่บอกว่าเราก็ทำตามความอยาก เวิร์กหรือไม่เวิร์กมันก็เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งเราและชุมชน เครื่องมือไหนจะเวิร์กมันก็ค่อยๆ โผล่ออกมา
เยล : ใช่ค่ะ เช่น ถ้าสื่อสารกับหน่วยงานรัฐต้องสื่อสารแบบนี้ ถ้าพูดกับชุมชนต้องพูดเรื่องนี้ พูดกับสปอนเซอร์ กับผู้ประกอบการ ควรพูดเรื่องไหน หลายหน้าที่หลายภาษา แน่นอนว่ามันโตขึ้น มีพาร์ทเนอร์ มีคนเข้ามามากขึ้น แต่เราก็ต้องเลือกกันเองก่อนว่าเราจะเอาอะไรไม่เอาอะไร แล้วก็ต้องเข้มแข็งจากตัวเราเองจริงๆ
แซ็ค : แล้วเราชื่อมากๆ ว่าจุดเล็กๆจะเปลี่ยนจักรวาลได้ ความเข้มแข็งของเรา การยืนยันของเรามันจะค่อยๆเปลี่ยนวิธีการ เปลี่ยนวัฒนธรรมชุมชนไปด้วย เช่นเทศกาลของเรา เรายืนยันว่าจะไม่ใช่ถุงพลาสติกกัน ซึ่งยากมากใน 2-3 ปีแรก แต่ว่าเราก็ต้องยืนยันต่อไป ผ่านการรณรงค์ พูดซ้ำๆ ยืนยันซ้ำๆ จนสุดท้ายมันก็เกิดเป็นวัฒนธรรมขึ้น ทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ ทุกคนสามารถพูดแทนได้โดยที่ไม่ต้องเป็นเรา
เยล : เราคุยกันบ่อยมาก กว่าจะเกิดเทศกาล ประชุมกันบ่อย การเลือกทุกอย่างไม่ได้เกิดจากเรา 2 คนนะคะ แต่มันเป็นการโหวต เช่น ปีนี้ใครหาสปอนเซอร์มาได้ เราให้ค่าคอมมิสชั่น 5% อันนี้คือเกิดจากการคุย การโหวตกัน เราพยายามสร้างรูปแบบใหมในการทำงานที่ทุกคนมีส่วนรวมจริงๆ จนในทีมเองเริ่มรู้สึกว่าเขามีสิทธิ์มีเสียง จากที่ปกติไม่กล้ายกมือ ไม่กล้าพูด ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ทีมก็เป็นคีย์สำคัญที่ทำให้เราโตขึ้น เรารู้สึกว่า ถ้าคนยังบอกว่ามันเป็นงานของแซ็คกับเยล เราก็ไม่อยากทำ มันก็คงไม่มีมาถึงปีที่ 5
แซ็ค : แต่มันก็เปลี่ยนมาเรือยๆ ทุกปีนะครับ ตอนปี 1-2 ก็เล็กๆ เราเรียนรู้กันเรื่องหนึ่ง ปี 3 เราเรียนรู้เรื่องไทม์ไลน์การทำงานแล้ว เพราะปีนั้นคนมาช่วยน้อยมากเลย เนื่องจากเราจัดตรงกับช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ก็เป็น learning ของเราปี พอปี 4 งานใหญ่ขึ้น เราก็ย้ายมาจัดกันที่วัด คึกคักมาก คนมาช่วยเยอะมาก ส่วนปีนี้ถือเป็นการเรียนรู้เรื่องการร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ นอกกลุ่มเราบ้าง คือเราก็ต้องเรียนรู้ธรรมชาติของงานและชุมชนเราอยู่ตลอดทุกๆ ปี แม้ว่าจะจัดมา 5 ครั้งแล้วก็ตาม
การอยู่กับชุมชน ทำงานกับชุมชน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด มันไม่ได้มีแบบแผนที่ตายตัว มันยากมากและง่ายมากในเวลาเดียวกันหนะครับ มันไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวรด้วย (หัวเราะ) ต่อให้ใครจะคิดตรงหรือไม่ตรงกับเรา เขาก็คือส่วนหนึ่งของงาน ส่วนหนึ่งของชุมชน และเราเชื่อมากๆ ว่าคนเรามันเปลี่ยนกันได้ วันนี้เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับงานเรา วิธีคิดเรา แต่วันหนึ่งเขาอาจจะค่อยๆ เข้าใจมัน เป้าหมายของเราเองคือว่า ถ้าเราอยากทำงานชุมชนให้สำเร็จอ่ะมันเราควรนับรวมทุกคน ตอนที่ให้คนที่เค้าไม่เห็นด้วยกับเราก็ตาม แค่เราต้องมีวิธีการและเครื่องมือที่ดีที่จะทำงานร่วมกับเขาเท่านั้นเอง

ซึ่งยังได้เรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย
แซ็ค : เรื่องหนึ่งทีคนเมืองบางคนอาจจะไม่เห็นด้วย แต่งานชุมชนมันหนีไม่พ้นเรื่องเงินนะครับ เพราะว่าเวลาของเขาเป็นเรื่องของปากท้อง เขาไม่มีเงินเดือน 1 วันของเขาคือ 300 ถ้าเค้าไปรับจ้างนะ หรือถ้าวันนั้นเขานอนอยู่เฉยๆ เขาก็ไม่ต้องเสียอะไร ดังนั้น ถ้าเขาออกมาทำงานกับเรา เขาควรจะได้บางอย่างคืนมาด้วย
เยล : อย่างในเทศกาล ปีที่ 1-3 เราใช้วิธีให้งบไป แล้วแต่ละกลุ่มเอาไปบริหารกันเอง ทำอาหารมาแจก เพราะเขาไม่อยากลงทุนขาย เขาไม่เชื่อว่าจะขายได้ จนปีที่ 4 เราเพิ่งเริ่มเปลี่ยนมาลองขาย ก็ต้องเริ่มจากการให้ทุนไปแล้วขายเอาเงินเข้ากองกลางอีก เพราะว่าทุกคนก็ยังไม่อยากให้เป็นรูปแบบการซื้อขาย เราเลยให้เขาขายเข้ากองกลาง เพราะอยากให้เขาได้ลองขาย ขายแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องคาดหวังกำไร สุดท้ายเขาพบว่ามันขายดีนะ จึงเป็นจุดเปลี่ยนมาถึงปีนี้ที่เราให้ทุกคนมาออกร้านขายจริงๆ
แซ็ค : แล้วคนมาขายก็แฮปปี้นะครับปีนี้ ได้เงินกลับไปตั้งแต่ 400-3,000 หักทุนแล้วบางคนอาจจะเหลือร้อยเดียวก็ได้ แต่เขาสนุกและเขาเห็นคุณค่าในฝีมือเขา อาหารท้องถิ่นของเขา ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ได้ learning ใหม่มาอีกว่าบางคนเขาก็ไม่ได้มีต้นทุน ปีต่อๆ ไปอาจจะมีระบบที่เราให้ยืมทุนไปก่อน แล้วขายได้เท่าไรค่อยเอามาหักกัน เพราะปีนี้เขาได้ความมั่นใจจริงๆ ว่าได้กำไรแน่นอนแล้ว
เยล : ปีนี้เรามีเป้าหมายหนึ่งที่อยากจะให้เขาเป็นผู้ประกอบการด้วย
แซ็ค : เราพยายามใส่วิธีคิดนี้ไป จริงๆ อยากจะให้เป็นมานานแล้วแต่ว่ามันต้องค่อยๆ ทำ ช่วงแรกเขาไม่ยอมจริงๆ นะ ยังไงก็ไม่ขาย ไม่กล้าขาย
เยล : เราไปบังคับเขาตอนท้ายที่เราบอกว่าหาตังค์ไม่ได้แล้วค่ะ (หัวเราะ)

งานเทศกาลที่ย้อนกลับไปหาชุมชน
แซ็ค : ถ้ามองจากรูปแบบ มันอาจจะเหมือนว่าเราอยากให้คนจากที่อื่นมารู้จักชุมชนเราใช่ไหม แต่ถ้าเป็นเป้าของเราคือเราอยากทำงานพัฒนาชุมชน ปลายทางก็คืออยากให้คนในชุมชนบ้านห้วยหูดมีรายได้ เราอยากกระจายรายได้ เราพยายามทำทุกอย่างให้มันเกิดรายได้ในหมู่บ้าน เพราะเรารู้ว่าการเป็นอยู่ของเขามันมีรายได้แค่รายวัน บางฤดู มันไม่ครอบคลุมทั้งปี
เยล : ทั้งทริปและเทศกาลอาหาร สุดท้ายเราทำได้จริงๆ นะ ทุกคนที่มามีส่วนร่วมจะได้เงินหมด ไม่มีใครทำฟรี ถึงแม้เด็กๆจะมาช่วยกันก็จะได้เงิน ถึงจะได้น้อย แต่ก็ต้องได้
แซ็ค : เป้าหมายสำคัญก็คือให้เขามีกล้าออกมามีรายได้ในรูปแบบอื่น อยากให้เขาเห็นว่าเรามีต้นทุนฟรีในชุมชนนะ เรื่องทรัพยากร ภูมิปัญญา ป่า น้ำ อากาศ เรามี แล้วเราจะทำอย่างไรให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด กระทบน้อย แล้วก็สร้างรายได้กับชุมชนด้วย แน่นอนว่าเราอาจจะยังไม่ได้เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงชุมชนรอดขนาดนั้น แต่มันคือการปูรากฐาน ในอนาคตเราหวังว่าเด็กๆ จะไม่ต้องไปทำงานไกลบ้านก็ได้

อยากแนะนำอะไรกับคนที่กำลังจะกลับไปทำงานชุมชนที่บ้านบ้าง
แซ็ค : สำหรับเรา เราคิดว่าตัวเราจะต้องเป็นจุดรอยต่อระหว่างความแบบโรแมนติไซซ์กับความจริงนะ คือเราก็ต้องบอกว่า ตอนนี้ที่เราทำอยู่ แม้จะเป็นบ้านเราเอง แต่เราก็เราก็ขับเคลื่อนด้วยความแบบโรแมนติกประมาณนึง ครึ่งนึงอะ ซึ่งเราว่ามันไม่ได้ผิด ชุมชนมัน slow life กว่า ต้นทุนค่าครองชีพมันต่ำกว่าในเมืองจริง แต่ภายใต้ความสวยงาม มันมีความจริงของชีวิตที่มันจะต้องสู้ ต้องดิ้นรนไม่ต่างกับเมืองเลย แต่มันเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างออกไป
เยล : เราคิดว่าสำคัญที่สุดคือ ต้องมีจุดยืน และจุดยืนต้องเข้มแข็งประมาณหนึ่งเลย แน่นอนอยู่แล้วว่าถ้าเรากลับมาอยู่บ้าน มาทำงานชุมชน มันจะเกิดแรงต้านขึ้น เป็นแบบทดสอบที่ต้องเจอ ถ้าเราไม่ยึดจุดยืนของเรา เราจะน้อยจะ จะคล้อยตาม สั่นคลอนไปกับความคิดหรือคำพูดของคนอื่น คือเราต้องรู้จักตัวเองดีในระดับหนึ่ง
แซ็ค : เราต้องมองให้ออกด้วยนะว่าเราอยากอยู่ในชุมชนแบบไหน การกลับบ้านของเรามันไม่ได้สวยหรูแบบคิดจะกลับก็กลับได้เลย เราต้องเซอร์เวย์อยู่ประมาณหนึ่งว่านี่ใช่ที่ที่เราอยากอยู่กับมันจริงๆ ไหม ถ้าไม่ใช่แล้วเราเปลี่ยนไหวไหม มันก็จะต่อมาที่ว่า เราต้องมีเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงผู้คน ขับเคลื่อนชุมชน อย่างเรา เราอยากอยู่ในชุมชนที่เปิดรับ สบายใจ ดังนั้นในอุดมคติของเราคือ เราอยากกลับมาอยู่บ้านเราซึ่งเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้
อีกอันสำคัญมาก คือต้องมีต้องมีแผน โดยเฉพาะแผนเรื่องการเงินที่ชัดเจนว่าเราจะได้เงินแน่ๆ ถ้าเราวางแผนพาร์ทหนึ่ง อย่างน้อยก็ควรจะครึ่งหนึ่งของการเงินไว้ เราก็จะทำตามความฝันได้อย่างสบายใจ ที่พูดแบบนี้เพราะว่ามันก็มีหลายครั้งที่เราก็ต้องอกหักกับความแบบโรแมนติไซซ์ของเรา จากภาพที่เราเห็นว่ามันสวยงาม เพราะแน่นอนว่าการกลับมาอยู่บ้านมันมีความความดุดัน มีโหดร้ายอยู่ประมาณหนึ่งเหมือนกัน
กับ… ต้องมีเพื่อน ถ้าไม่มีเพื่อนในชุมชนมาก่อน ก็ต้องมีเพื่อนจากข้างนอกที่เข้ามาทำอะไรร่วมกันที่บ้านได้
เยล : ใช่ การมีเพื่อนมันทำให้เราเห็นวาความเป็นไปได้ใหม่ๆ มันมีเยอะมากจริงๆ

________
ถอดบทเรียนว่าด้วยการกลับบ้านมาทำงานชุมชนในแบบของแซ็คและเยล
1. มีจุดยืน : การกลับบ้านคือการเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ทั้งจากภายนอกและจากข้างในหัวใจเราเอง ถ้าจุดยืนในการกลับบ้านของเราไม่มั่นคงพอ เราอาจไคว่เขวกับสิ่งเร้าภายนอกได้ทุกวินาที
2. มีแผน : การกลับบ้านเป็นเรื่องโรแมนติกชวนฝัน แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้นตลอดเวลาทุกสถานการณ์ การวางแผนการเงินล่วงหน้า ทั้งเงินสำรองและแผนการหาเงินในอนาคตทั้งใกล้และไกลคือสิ่งที่จะทำให้เรายังใช้ชีวิตตามความฝันและเผชิญหน้ากับความเป็นจริงไปได้พร้อมๆ กัน (แบบที่ไม่เจ็บปวดมาก)
3. มีเพื่อน : เพื่อนทั้งในชุมชนและนอกชุมชนจะเป็นแรงสนับสนุนที่ทำให้การกลับบ้านมาทำงานชุมชนสนุกและยั่งยืนมากขึ้น
ติดตามเทศกาลอาหารพื้นบ้านและวิถีไทลาวห้วยหูดได้ที่
Facebook : ธรรมมือสตูดิโอ
Facebook : ห้วยหูดฮีลลิ่ง
Contributor
Tags:
Recommended Articles
Recommended Videos
