
บันทึกของ วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์ ผู้เป็นมะเร็ง และ Editor in Chief แห่ง KRUA.CO
ทุกคนมีจุดเปลี่ยนสำคัญอันยิ่งใหญ่ในชีวิตไหมคะ? ของฉันคือการเลิกกินเนื้อสัตว์นี่แหละ ตลอดการมีชีวิตมาสามสิบเกือบๆ สี่สิบปี พูดได้ว่าฉันเป็น meat eater เพราะชอบกินไขมันสัตว์ทุกชนิด ทั้งมันหมู มันเนื้อ หนังไก่ ไข่ปลา อะไรติดมันคือชอบหมด และย่ามใจด้วยซ้ำที่เรากินแล้วไม่อ้วน ยิ่งไปกว่านั้น คือฉันอินและสนใจเรื่องอาหารมาตั้งแต่เด็ก รู้สึกว่าอาหารการกินคือความรุ่มรวยหนึ่งของชีวิต ชอบลองอาหารแปลกใหม่ต่างวัฒนธรรมเพราะนั่นคือการ explore the world สำหรับฉัน เพราะฉะนั้นไม่คิดเลยค่ะว่าวันหนึ่งเราจะกลายมาเป็นนักกินผักสายเข้มไปได้
จุดเปลี่ยนที่เล่นเอาชีวิตเหมือนเบรคเอี๊ยดนั้นคือ… ฉันเจอว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมค่ะ

มะเร็งเต้านมค่อนข้างพบได้อย่างเป็นปกติในผู้หญิงวัยฉันนี่แหละ วิธีรักษาแบบกระแสหลักก็คือการกำจัดมันออกไป ถ้าโชคดีมีแค่ก้อนเนื้อยังไม่ลามไปต่อมน้ำเหลือง ก็แค่ผ่าตัดก้อนเนื้อออก แต่ถ้าโชคร้ายตรวจเจอมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองด้วย ก็อาจจะต้องโดนคีโมและฉายแสง บวกการกินยากดฮอร์โมนไปอีก 5-10 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับเป็นมะเร็งชนิดไหนและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ
ความรู้สึกตอนนั้นมันอึนไปหมดเลยค่ะ ฉันพยายามประมวลว่าจะเอายังไงดี แต่ลึกข้างในฉันคิดว่าการผ่าตัดหรือกำจัด ‘น้องก้อน’ (ฉันเรียกให้น่ารักๆ จะได้เครียดน้อยลงค่ะ) นั้น ไม่ได้แก้ไขปัญหาต้นเหตุค่ะ ทุกคนล้วนมีเมล็ดพันธุ์เซลล์มะเร็งในตัว และมันใช้เวลากว่า 7 ปีในการค่อยๆ กลายพันธุ์เป็นก้อนเนื้อเล็กๆ ที่เราพอจะคลำเจอ ระหว่าง 7 ปีนั้นฉันสร้างสิ่งแวดล้อมภายในแย่ๆ ให้กับเซลล์แค่ไหนจนน้องทนไม่ไหวต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยการกลายพันธุ์ สร้างเส้นเลือดให้ตัวเองจนกลายเป็นก้อนมะเร็ง
7 ปีนั้นเกิดอะไรขึ้น? ฉันถามตัวเอง เครียดเหรอ งานหนักเหรอ กินไม่ดีเหรอ? คำตอบคือถูกทุกข้อค่ะ ฉันจึงคิดว่าลำพัง (แค่) กำจัดน้องก้อนออกไปคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ฉันต้องหันกลับมาดูแลทุกเซลล์ในร่างกายอย่างแท้จริง และความรู้สึกลึกๆ อะไรในใจสักอย่างบอกว่าฉันไม่อยากแม้แต่จะเอาเข็มจิ้มหรือมีดผ่าลงไปให้ร่างกายเกิดการอักเสบไปมากกว่านี้ ฉันควรจะขอบคุณน้องก้อนที่ปลุกให้ฉันตื่นเสียมากกว่า แต่ ณ วันเกิดเหตุ สมัยที่เรายัง ‘อยู่ในปัญหา’ ฉันไม่สามารถอธิบายได้เป็นฉากๆ แบบนี้หรอกนะคะ ตอนนั้นฉันได้แต่ตั้งข้อแม้ให้ตัวเองว่าขอให้โอกาสร่างกายดูสักตั้ง ปรับชีวิตทั้งหมด โจทย์ทางกายคือ เลิกกินเนื้อสัตว์ เลิกไข่ เลิกผลิตภัณฑ์จากนม เลิก processed food ลดแป้งสาลี ลดน้ำตาล แล้วกินอาหารสุขภาพเท่านั้น ผัก ถั่ว ธัญพืช หรือ เรียกขำๆ ว่า ‘อาหารนก’ ก็ได้ค่ะ โจทย์ทางใจคือไม่เครียดและผ่อนคลาย อยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้น เครื่องมือเดียวที่เริ่มได้เลยคือฝึกนั่งสมาธิ ฉันขอให้เวลาตัวเอง 3 เดือนแล้วค่อยคิดว่าจะผ่าไหม จาก 3 เดือน เป็น 1 ปี เป็น 2 ปี และ… เป็น 3 ปี ตอนนี้ต้องบอกว่าความสับสนของฉันหายไปหมดแล้วค่ะ ชีวิตนี้คงไม่กลับไปกินเนื้อสัตว์อีกแล้ว จะใช้ชีวิตอย่างดีจนน้องก้อนหายไป… ฉันแอบเดิมพันไว้ว่าอยากใช้ตัวเองเป็นหลักฐานหรือเครื่องพิสูจน์การรักษาด้วยวิถีธรรมชาติ
หมายเหตุคำโตๆ ตรงกลางบทความนี้ว่า โนดราม่าเรื่องวิธีการรักษานะคะ มันเป็นแค่ทางเลือกของแต่ละคนค่ะ เลือกอะไรก็ได้ที่ใจสั่งมา ฉันแค่อยากแชร์ว่าการเปลี่ยนจาก meat eater ไปสู่ plant lover มันทำได้ยังไง ต้องมีแรงสนับสนุนอะไรบ้าง… เอาละ เริ่มเลย

1. แรงขับ : หลายคนบอกฉันว่าเก่งจังเลย อดทนไม่กินเนื้อสัตว์ได้ ฉันต้องขอบคุณมะเร็ง มันเป็นแรงขับที่แรงส์มากพอจะพลิกชีวิต แต่เหตุผลนั้นของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน บางคนอาจจะเลิกเพราะรักสัตว์ ไม่อยากมีส่วนในการพรากชีวิตสัตว์แล้ว บางคนอาจเป็นเหตุผลเรื่องสุขภาพ หรือบางคนอาจเป็นเหตุแห่งดวงชะตา หรือมันอาจเป็น New Year’s Resolution ที่คุณตั้งไว้ทุกปีแต่ยังไม่สำเร็จสักทีก็ได้ ถ้าแรงขับนั้นๆ ของคุณเข้มข้นมากพอก็อาจถึงเวลาที่คุณน่าจะลองดูสักตั้งค่ะ

2. หาข้อมูล : ยิ่งเรารู้ว่าสิ่งที่กินเข้าไปมันมีผลกับเราแค่ไหน เรายิ่งมีแรงขับในการเลือกกินค่ะ สำหรับกรณีฉันเนื้อสัตว์ในระบบอุตสาหกรรม เต็มไปด้วยฮอร์โมนและยาปฏิชีวนะ แถมสำหรับชาวมะฯ นอกจากลดน้ำตาล (อันเป็นที่ทราบดีว่าเป็นอาหารมะเร็ง) เรายังต้องจำกัดโปรตีนด้วยค่ะ ซึ่งฉันเลือกเป็นโปรตีนจากพืชและถั่วเสียมากกว่า แล้วพอเราศึกษาเพิ่มเติมก็พบว่าในโลกของอาหารนกมีโปรตีนมากมายเลยค่ะ คุณแค่ลองเริ่มเสิร์ชเรื่องโปรตีนจากพืชในสัก platform social media นะคะ เดี๋ยวระบบ algorithms จะลากข้อมูลมาเสิร์ฟคุณเรื่อยๆ เอง แต่ถ้าคุณไม่รู้จะเริ่มจากไหน ฉันขอแนะนำกูรูที่ฉันติดตามเป็นประจำ ได้แก่ ป้านิดดา หงษ์วิวัฒน์ อาชัย ล้างพิษปรับสมดุล และ โค้ชนาตาลี

3. แรงสนับสนุน : กำลังใจจากคนรอบข้างนั้นสำคัญมาก เพราะลำพังเราต้องก้าวออกจาก comfort zone ของตัวเองก็โดดเดี่ยวมากพออยู่แล้ว ฉันรู้สึกตัวเองโชคดีเหลือเกินที่รายล้อมไปด้วยแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง จึงอยากใช้พื้นที่ตรงนี้ร่ายขอบคุณทุกคนสำคัญ
ขอบคุณแม่ หรือ ป้านิดดา หงษ์วิวัฒน์ ของทุกคน แม่กรุยทางเรื่องสุขภาพและธรรมชาติบำบัดมาหลายปี พูดกรอกหูลูก (ที่ดูเหมือนจะไม่ฟังเท่าไหร่)มาตลอดชีวิต แต่ในวันที่ฉันต้องขุดวิชาของแม่ขึ้นมาใช้ ก็พบว่ามันอยู่ในสายเลือดเหมือนกันนะ จึงทำความเข้าใจแนวคิดธรรมชาติบำบัดได้ไม่ยาก อะไรดีๆ แม่จะจัดให้พร้อมร่ายข้อมูลประหนึ่ง talk show ฉันนี่ช่างโชคดีแค่ไหน ที่มีป้านิดดากูรูสุขภาพประจำอยู่ที่บ้าน
ขอบคุณพ่อ อาจารย์ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์ รุ่นพี่ผู้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมาก่อน และเคยเปลี่ยนชีวิตการกินมาก่อน พ่อเคยเป็น fruitarian แบบสุดโต่งช่วงหนึ่ง จนปัจจุบันค่อยๆ หย่อนแต่ยังอยู่ในแนวสุขภาพ จนฉันลืมไปแล้วว่าพ่อเป็นมะเร็ง และในวันที่ฉันต้องเปลี่ยนชีวิตบ้าง พ่อประกาศว่าจะกลับมาเลิกกินต่างๆ เป็นเพื่อนฉัน แถมพ่อยังคอยทำอาหารเพื่อเบรคความจำเจในช่วงปรับตัวปรับใจต่อความรู้สึกว่าอาหารนกมันช่างน่าเบื่อเหลือเกิน สลัดและซุปของพ่อจึงเป็นสีสันอีกเฉดที่ทำให้ฉันจอยการกินได้ทุกวัน ทุกวันนี้ฉันจอยอาหารนกแล้ว แต่พ่อยังต้องทำสลัดต่อไป เพราะทุกคนในบ้านติดใจอาหารฝีมือพ่อหมดแล้ว
ขอบคุณแวว น้องสาวฝาแฝดของฉัน ครั้นจะกินอาหารที่บ้านทุกมื้อมันก็เบื่อ เราก็ต้องหาช้อยส์นอกบ้านบ้าง แววจะคอยเป็นเพื่อนกินเพื่อนแชร์ และหลายๆ ครั้งก็ให้ฉันเป็นตัวตั้งในการเลือกร้านอาหารด้วยซ้ำ
ขอบคุณเพื่อนๆ ที่เข้าใจ และยอมมีข้อตกลงร่วมเวลาเรากินอะไรด้วยกัน คือยอมเลือกร้านที่มีเมนูที่ฉันกินได้ ยอมให้มีระบบหารเงินแบบแปลกๆ เพราะฉันไม่ได้ร่วมกินทุกจาน และยอมเปิดโลกกินร้านวีแกนกับฉันบ้างบางครั้ง ฉันแอบสังเกตว่าเพื่อนๆ เองก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปสนใจเรื่องอาหารสุขภาพมากขึ้นนะ… ดีใจจังที่ฉันมีอิทธิพล

4. เข้มบ้างผ่อนบ้าง : ส่วนตัวฉันใช้วิธีเข้มงวดมากๆ ในช่วงแรก แล้วพอเราเริ่มลงตัวกับวิถีชีวิตแบบนี้แล้ว ลิ้นเริ่มจอยกับอาหารนกแล้ว จึงเริ่มยืดหยุ่นให้กับบรรดาอาหารทะเลบ้าง หากมีมื้อหนึ่งมื้อใดที่พิเศษมากๆ เช่น ปูที่เพิ่งจับขึ้นมาสดๆ ริมทะเลจะนะ เราจะไม่กินได้ยังไงคะ วันนั้นฉันซัดปูเต็มที่และนั่นเป็นมื้อที่ปูหวานอร่อยที่สุดในชีวิต หรือในมื้อปกติที่มีเมนูควรค่า ฉันจะให้แววชิมก่อนว่าอร่อยถึงขั้นที่ฉันควรยอมเปลืองสุขภาพด้วยไหม ถ้าแววไม่ให้ผ่าน ฉันก็จะไม่กิน ทุกคนสามารถหาระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมกับตัวเองได้ค่ะ คุณอาจจะเริ่มทำแค่ 1 สัปดาห์ แล้วพักยกกลับมากินเนื้อสัตว์ แล้วสักพักก็ถอนเนื้อสัตว์กินแต่ผักอีกรอบ โดยท้าทายตัวเองเพิ่มขึ้นอีกนิดเป็น 2 สัปดาห์ ทำแบบนี้โดยค่อยๆ ขยายเวลาไปเรื่อยๆ หรือคุณอาจเริ่มต้นโดยไม่ต้องเลิกเนื้อสัตว์ทุกอย่าง แต่เริ่มเลิกเป็นบางอย่างเช่นเนื้อแดงก่อนก็ย่อมได้ ลองหาวิธีที่คุณจะสามารถมีวินัยกับมันได้ดูนะคะ

5. เปิดใจให้กว้างรับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดจะเกิดกับร่างกาย : คิดดูว่าเรากินวิถีเดิมๆ มากี่ปี พอจะเปลี่ยนมันย่อมต้องมีช่วงเวลาที่ร่างกายต้องปรับตัว ประสบการณ์ของฉันคือมีช่วงที่มีลมในท้องเยอะ โดยเฉพาะในช่วงหลังมื้อเย็น แต่ปัจจัยแวดล้อมที่น่าจะมีผลมาก คือในช่วงนั้นฉันงานเยอะและเครียดมากด้วย ยังอยู่ในช่วงฝุ่นตลบของข่าวร้าย แต่จู่ๆ ร่างกายฉันก็ปรับและอาการท้องอืดก็หายไป (ฉันจึงไม่สรุปโทษว่าเป็นผักอย่างเดียวที่ทำให้ฉันท้องอืด) ซึ่งร่างกายแต่ละคนอาจจะแสดงผลต่างกันไป แล้วแต่ร่างกายคุณจะประทาน นอกจากนั้น วันเวลาผ่านไปฉันค้นพบอีก skill ใหม่ด้วย นั่นคือการฝึกจิตภาวนาด้วยการดูรูปเนื้อสัตว์น่ากินๆ ด้วยความที่การงานของฉันข้องเกี่ยวกับอาหารอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งวิดีโอสอนทำอาหารน่ากินยั่วๆ และภาพถ่ายอาหารสุดปังของ KRUA.CO และ Feed หมูหมากาไก่ต่างๆ ที่หลั่งไหลอยู่หน้าจอ Social Media ภาพเหล่านั้นยังดูน่ากินอยู่และฉันเห็น ‘ความอยาก’ ของตัวเอง แต่พอเห็นก็ละวางมันไว้แค่นั้น แล้วกินผักในจานตัวเองต่อไป ฝึกนานวันเข้ากล้ามเนื้อจิตใจของฉันก็เข้มแข็งขึ้นมากมาย
ผ่านมา 3 ปี ฉันเป็นนักกินผักอย่างคงเส้นคงวา และคิดว่าคงไม่กลับไปเป็น meat lover แล้ว นอกจากตัวเบาและอินซูลินไม่พุ่ง ผลลัพธ์น่าปลื้มอย่างหนึ่งคือ หน้าใสมากกก มันอาจเพราะกินผักหญ้าประกอบกับการทำจิตทำใจในหลายๆ มิติด้วย
และฉันพูดได้เต็มปากว่าปลื้มตัวเองตอนนี้จัง…
Contributor
Tags:
Recommended Articles
Recommended Videos
